II
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ปลายเท้าขาวซีดที่ย่ำเหยียบบนผืนหญ้านุ่มอันกว้างใหญ่ ลมที่พัดเอื้อยอิ่งทำให้กลิ่นหอมสดชื่นยามเช้านั้นลอยเข้าจมูก ร่างบอบบางวิ่งไปตามความเขียวขจีอย่างร่าเริง ดวงตาเรียวเล็กนั้นหยีเข้าหากันพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยด เสียงหัวเราะนั้นเสนาะกังวาลในโสตประสาท มือบางเอื้อมมาก่อนจะจับมือหนาอันอบอุ่นไว้แน่นพร้อมออกแรงดึงให้อีกคนนั้นวิ่งไปด้วยกัน

 

กายทั้งสองเอนล้มลงบนผืนหญ้านุ่มพร้อมเสียงหัวเราะสดใสที่ยังไม่จางหายไป ดวงตาสีสวยช้อนมองร่างที่ขยับกายนอนตะแคง ดวงตาหลับพริ้มอย่างมีความสุขเมื่อหลังมืออุ่นไล้ไปตามพวงแก้มสีเรื่ออย่างทะนุถนอม คนตัวเล็กกว่าเขยิบเข้าหาอ้อมกอดอันร้อนรุ่มด้วยความถวิลหา กลีบปากอิ่มคลี่ยิ้มหวานกว่าเก่าเมื่ออีกคนกระซิบถ้อยคำหวานข้างหู หัวใจที่เคยหยุดเต้นนั้นค่อยๆเต้นเป็นจังหวะผะแผ่วจนกระทั่งเต้นแรง มือทั้งสองประสานกัน นิ้วมือทั้งห้าสอดรับกันแนบแน่นจนเห็นความแตกต่างของสีผิว

 

“…นานแสนนาน”เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ ดวงตาโตคมสีน้ำตาลเข้มแน่นกับดวงตาสีคริสตัลใสพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนไปให้ สายลมอ่อนโยนล้อมรอบทั้งคู่ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มไหวเบาๆตามแรงลมจนร่างด้านใต้ต้องปัดมันออกเล็กน้อย

“ท่านคือคนที่ข้ารอคอย…ชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่ว่ากี่ภพชาติ ข้าก็จะคอยแต่ท่าน”เสียงหวานเอ่ยเครือด้วยน้ำตาที่เริ่มคลอหน่วงที่หน่วยตาเรียว ริมฝีปากหยักประทับจูบที่เปลือกตาบางปลอบโยน

 

“ข้าเป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว…”มือเล็กจับมืออีกคนแน่นราวกับไม่ต้องการให้อีกฝ่ายจากไปไหน ลูกแก้วสีใสที่ระยับพราวด้วยน้ำใสช้อนมองใบหน้าของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง โครงหน้าเรียวคมสัน ดวงตากลมโตคมเข้ม จมูกที่โดงเป็นสันรับกับริมฝีปากที่เป็นกระจับ ใบหน้าที่มีเพียงหนึ่งเดียวและเป็นของบุคคลเพียงคนเดียวที่ครองพื้นที่ห้วงความคิดคำนึงถวิลหาของเขา…ริมฝีปากทั้งสองแตะกันช้าๆแต่เนิ่นนาน

 

เมื่อลืมตาขึ้นกลับพบเพียงความว่างเปล่าเบื้องหน้า มือเล็กกำมวลอากาศบางเบาช้าๆ

 

“…ข้าจะรอแต่ท่าน ชั่วกัปชั่วกัลป์…”เสียงหวานเอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากบาง ดวงตาเรียวเล็กมองไปรอบๆก่อนจะพบกับสถานที่ที่คุ้นเคยดี มือบางลากไปตามผืนผ้าห่มหนา คำพูดที่เอ่ยอย่างเป็นธรรมชาตินั้นทำให้เจ้าตัวประหลาดใจไม่น้อย ความฝันที่ยิ่งกว่าเหมือนจริงนั่น ความรู้สึกอบอุ่นนั่น มือใหญ่ข้างนั้น ริมฝีปากที่ทาบทับลงมานั่นทำให้ความอุ่นนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างจนกระทั่งตอนนี้ ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมา เหมือนจริงราวกับมีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน

 

เหมือนใครบางคนใกล้ตัวเหลือเกิน…

 

พลันเลือดในร่างก็สูบฉีดแรงจนเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง จุนโฮครางแผ่วด้วยความทรมาน คุดคู้กายอยู่ภายใต้ผ้าห่มบนเตียงใหญ่ของตน เพียงแค่นึกถึงใบหน้าของชานซองกลับทำให้เขาต้องเจ็บปวดทรมานกายถึงเพียงนี้ เม็ดเหงื่อผุดพรายจนชุ่มไปทั่ว ร่างเล็กหายใจหอบขบฟันแน่นเพื่อกลั้นความรู้สึกพะอืดพะอมจากการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงในร่าง ข้าวของในห้องกลับถล่มลงมาพร้อมกันจากการเสียการควบคุมพลังของตน บ้างก็ลอยกระแทกกระจกจนแตกออก บ้างก็ลอยกระแทกเพดานจนมั่วไปหมด หัวใจเต้นแรงปวดหนึบจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นนั้นชัดเจน

 

“จุนโฮ!!!”ผู้เป็นแม่ถึงกับรีบเปิดประตูเข้ามาในห้องด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงโครมครามสนั่น ดวงตาเรียวนั้นเบิกออกด้วยความตกใจเมื่อเห็นข้าวของนั้นลอยคว้างอยู่กลางอากาศจากอาการขาดการควบคุมพลัง มองไปยังลูกชายเพียงคนเดียวที่ร่างบิดเกร็งค้างอย่างทรมานบนเตียงก็ต้องตรงรี่เข้าไปหา สองแขนคว้าร่างบางเข้ามากอดแน่นและลูบหัวหวังจะให้อาการเจ็บปวดนั้นทุเลาลงบ้าง

 

“จุนโฮ! จุนโฮ ตั้งสติ!!”มือบอบบางตบแก้มลูกชายในอ้อมกอดเบาๆเพื่อให้ได้สติ ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกก่อนที่ทุกอย่างที่ลอยเคว้งคว้างจะร่วงลงกับพื้นอย่างแรง จุนโฮหอบหนักและหมดสติไปแทบจะทันที อาการที่ทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับต้องถอนหายใจด้วยความลำบากใจ มือนิ่มลูบหัวทุยไปมาเบาๆ เธอเองก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร จุนโฮควรจะรู้ แต่อีกแง่ก็ไม่ควรจะรู้ถึงสิ่งที่จะตามมาถ้าหากพลังที่แท้จริงนั้นตื่นขึ้น ไม่มีใครต้องการให้ลูกชายของตนนั้นต้องเจ็บปวดสักทางใดทางหนึ่ง…

 

อนึ่งความรักช่างแสนระทม สุดขมขื่นสุดคนึงคิดสุดตรมจิต

ทั้งหอมหวนทั้งรสหวานดั่งยาพิษ ดังต้องติดต้องเสพย์ชั่วกัปกัลป์

 

ถ้ามีขวดแก้วใสวางคู่กันสองขวด หนึ่งนั้นมีสีใส อีกหนึ่งนั้นสีสดสวยและมีกลิ่นหอมลอยมาแตะจมูกเบาบาง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ขวดที่มีสีใสนั้นจะถูกหยิบขึ้นมาก่อน ทุกคนจะรู้ว่ามันเป็นยาพิษก็ตราบที่หยิบมันขึ้นมาจรดริมฝีปากและชิมรสชาติหวานละมุนลิ้นนั้น ยาพิษร้ายแทรกไปทุกส่วนของร่างกาย ร่างที่เป็นเหยื่อของความสวยงามนั้นล้มลงร่างกายนิ่งแข็งไร้ชีวิต เหลือเพียงลมหายใจที่มีกลิ่นหอมหวานเจือจาง ความหอมหวานที่อันตราย หากแต่ยินดีที่จะลิ้มลอง…เช่นเดียวกันกับความรัก

 

“ต่อให้ข้านั้นขังเจ้าไว้ เจ้าก็คงโหยหาอิสระ สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะทำเช่นไรเพื่อปกป้องเจ้า เจ้าก็คงไม่เชื่อกระทั่งได้พานพบเอง…”ผู้เป็นแม่เอ่ยด้วยความรู้สึกเศร้าใจพลางมือก็ลูบไปตามเส้นผมลื่นมือเบาๆ ลูกชายที่หมดสติไปนั้นไม่ได้ทำให้ตัวเธอตกใจแม้แต่น้อยเพราะเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นเมื่อจุนโฮขาดการควบคุมแบบนี้

 

“ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเจ็บปวด เจ็บที่กายเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นยังไม่เท่าเจ็บที่ใจถ้าหากเจ้าผิดหวังต่อความรัก…เจ้าไม่รู้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าคนคนนั้น จะใช่คนที่เจ้ารอคอยมาตลอดหรือเปล่า…”ดวงตาเรียวแบบเดียวกันมองด้วยความห่วงหาอาทร ก่อนที่จะก้มลงจูบเบาๆที่กระหม่อมบางและห่มผ้าลูกชายเพียงคนเดียวให้ดีและปล่อยให้อีกคนพักผ่อน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

“จุนโฮ ช่วงนี้ฉันไม่เจอนายเลย”เสียงทักที่คุ้นเคยดีทำให้จุนโฮที่กำลังเดินไปยังห้องเรียนต้องชะงัก เจ้าของใบหน้างดงามหันมามองร่างสูงที่ตรงรี่เข้ามาหาก่อนจะยิ้มแห้งๆ

“ฉันไม่ค่อยสบายน่ะ…ฉันขอตัวก่อนนะ”เอ่ยตัดบทและหันตัวไปอีกทางตรงกันข้ามแต่ทว่ายังไม่ทันจะได้ออกเดินแขนก็ถูกอีกคนคว้าไว้ ยิ่งกว่ามีไฟฟ้าสถิตย์ผ่านร่างของเขา จุนโฮกระชากแขนออกแทบจะทันที ร่างสูงถึงกับตกใจกับท่าทีที่ต่อต้านเขาอย่างรุนแรง ต่างจากเมื่อสามอาทิตย์ก่อนที่ดูจะยอมให้เขาเข้าใกล้มากกว่านี้มาก

 

“เอ่อ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ ขอตัว”ดวงตาเรียวหลุบลงมองพื้นและรีบเดินไปอีกทางทันที การหลบหลีกหน้าโดยไม่มีเหตุผลนั้นเป็นสิ่งที่ชานซองไม่ชอบใจมากที่สุด ก่อนหน้าเหมือนว่าจะยอมเปิดใจให้แต่จู่ๆก็ค่อยๆหนีห่าง ยิ่งไล่ตามยิ่งหนีห่างออกไป กลายเป็นว่าไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกสนใจแต่กลับมีความรู้สึกต้องการเอาชนะเข้ามาเพิ่มเติมด้วย ร่างสูงกัดเล็บด้วยความรู้สึกงุ่นง่านเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แต่เขาก็ต้องจำยอมถอยก่อนเพราะไล่ตามไปอีกฝ่ายก็เอาแต่วิ่งหนีอยู่ดี

 

จุนโฮที่เดินปลีกตัวออกมาจนลับสายตาก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ภายในใจ หัวใจ อกข้างซ้ายที่ปวดรัดหนึบนั้นยิ่งทวีคูณเมื่อเข้าใกล้ มันแทบหยุดเต้นเมื่ออีกคนกระชากแขนพร้อมสีหน้าขึงขังไม่ชอบใจ มันคงเป็นความผิดของเขาเองที่เผลอปล่อยใจทำเหมือนมีใจให้ ซึ่งความจริงแล้วมันก็คงจะเป็นแบบนั้น

 

เขาได้แต่เรียกร้องหาแต่คนคนนั้น เขาได้แต่ฝันถึงคนคนนั้น

 

เขามีความสุขทุกครั้งที่คนในฝันนั้นโอบกอดด้วยความรัก อ้อมกอดอันแสนอบอุ่น

 

มือที่สอดประสานกัน ริมฝีปากนุ่มที่แผ่ซ่านความสุขมาให้

 

คนคนนั้น…ที่มีใบหน้าคล้ายชานซอง คล้ายเสียจนเรียกได้ว่าเป็นคนเดียวกัน…

 

“ฉันควรจะทำยังไงดี…”จุนโฮได้แต่พึมพำกับตัวเอง มองมือที่ขาวซีดของตน ถ้าหากว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดา คงจะง่ายถ้าจะเปิดเผยความรู้สึก ถ้าหากว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดา ก็คงไม่ต้องเจ็บปวดเมื่อเข้าใกล้ ถ้าหากว่าเขาเป็นเพียงคนธรรดา…บางทีชานซองอาจจะไม่แม้แต่จะมองมาที่เขาก็เป็นได้…

 

เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอหน้า มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ เลือดในร่างมันเต้นเร่าอย่างปิติยินดี แต่ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ยินดีรับในสิ่งที่เขาเป็น มันคงเจ็บปวดเกินกว่าจะคิด เขามักลืมตัวเสมอเมื่ออยู่กับร่างสูง หัวใจมันมักจะออกนอกลู่นอกทาง ลืมไปเสียแล้วว่าตนมีหน้าที่อะไรเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ

 

ชานซองเองก็ดูไม่อยากยอมแพ้ให้เขาหนีหน้าไปเฉยๆ ถ้าหากมากกว่านี้ ใกล้ชิดมากกว่านี้ ใกล้กันนานกว่านี้ เขาไม่รู้เลยว่าเขาจะเผลอปล่อยตัวปล่อยใจมากแค่ไหน เขาจะเก็บความลับของการมีอยู่ของเผ่าพันธุ์ได้หรือ?

 

ความรักกับความลับ เขาควรจะเลือกสิ่งใดกัน?

 

กลิ่นหอมหวานที่เย้ายวนใจ ใบหน้าหวานที่เขารักที่จะมอง เขาคงสามารถมองอีกฝ่ายนิ่งๆได้ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร ชานซองได้แต่นั่งมองจุนโฮที่หนีเขาไปนั่งข้างหน้าของห้องเลคเชอร์อย่างเหม่อลอย เพียงแค่เสี้ยวแก้มเนียนก็รู้สึกดีจะแย่แล้ว เขาทั้งรักทั้งหลงแต่อีกคนกลับยิ่งหนีห่าง ถ้าเขาจะไม่เข้าข้างตัวเอง ดวงตาคู่นั้นก็ฟ้องแจ้งใจจริงเหลือเกินว่าอีกฝ่ายก็ต้องการให้เขาอยู่ใกล้เช่นเดียวกัน แม้จะพยายามหลบตา แต่สายตาเว้าวอนแบบนั้นยิ่งทำให้เขาตัดใจจากไม่ลง…

 

ไม่รอให้อาจารย์เอ่ยบอกเลิกชั้นเรียนร่างสูงก็ผุดลุกขึ้นพร้อมกับกระเป๋าที่ไม่ได้มีการหยิบของเข้าออกตั้งแต่ต้นคาบขึ้นสะพายบ่า เดินตรงไปยังร่างเล็กที่กำลังตั้งใจจดเลคเชอร์หน้าสุดท้ายโดยไม่รู้ถึงการเข้าถึงตัวของชานซอง พอดีกันกับเสียงบอกเลิกชั้นเรียนทำให้ดวงตาเรียวเล็กเหลือบมองหน้ากระดานก่อนจะพบว่ามีใครยืนบังอยู่ข้างหน้า

 

“…”จุนโฮมองร่างสูงที่โน้มตัวลงมายันมือสองข้างที่โต๊ะของตนเงียบๆ แทบเก็บอาการไม่อยู่เมื่อรู้ว่าอีกคนอยู่ใกล้นิดเดียว ชานซองไม่มีท่าทีจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เขาคงจะเหลืออดกับการเล่นซ่อนแอบตลอดสามอาทิตย์ ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้ขึ้นอีกนิดแต่ก็ทำให้จังหวะหัวใจของร่างเล็กเต้นแรงขึ้นเท่าตัว

 

“ฉันจะไม่ยอมให้นายหนีหน้าฉันอีกแล้วอีจุนโฮ ฉันเบื่อเล่นวิ่งไล่จับเต็มทน”เสียงทุ้มเอ่ยฉะฉานชัดเจนจนคนที่ฟังก็ต้องลอบถอนหายใจ พูดกันขนาดนี้แล้วเขาจะหาไม้ไหนมาหนีหน้าอีกนะ คนตัวเล็กเก็บของใส่กระเป๋าถือของตนเองก่อนจะลุกขึ้นเช่นเดียวกันกับนักศึกษาคนอื่น

“ฉันไม่ได้เล่นไล่จับซะหน่อย แล้วฉันก็ไม่ได้หนีหน้านายด้วย”โกหกคำโต จุนโฮเอ่ยโดยที่ไม่ยอมสบตากับร่างสูงตรงหน้า

 

“ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมต้องหลบตา?”ชานซองเอ่ยเสียงเข้มขึ้น ตาคมโตจ้องมองใบหน้าขาวซีดเขม็ง กลิ่นหอมหวานนั่นยิ่งรุนแรงขึ้นทุกวันจนเขาแทบจะมัวเมาไปกับมัน มันยิ่งกระตุ้นให้เขาคุ้มคลั่งเมื่ออีกคนออกห่าง มันเย้ายวนใจยิ่งกว่าเสพย์ติด เขาแทบจะขาดมันไปไม่ได้เสียแล้ว

 

ห้องเรียนเงียบสงบเมื่อทุกคนออกจากห้องไป เหลือเพียงคนสองคนที่ยืนนิ่งราวกับเล่นสงครามประสาท คนหนึ่งก็หลุบตามองพื้น ส่วนอีกคนก็ได้แต่ยืนจ้องอีกคนไม่วางตา เสียงหัวใจที่เต้นรัวนั้นดังกังวาลจนไม่อาจเดาว่าเป็นของใครกันแน่ เป็นเจ้าของผิวขาวซีดเสียเองที่ใจอ่อนและยอมแพ้ต่อความรู้สึกอันรุนแรงที่มีต่อร่างสูง

 

“ก็ได้…ฉันขอโทษ”จุนโฮเอ่ยเสียงแผ่วและช้อนตามองสบตาอีกคนช้าๆ ยิ่งสบตาก็ยิ่งสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เรียวแขนอันสั่นเทาด้วยความรู้สึกพลุกพล่านในร่างยกขึ้นกอดตัวเองแน่น เขาไม่ต้องการให้ชานซองเห็นอาการแปลกประหลาดของเขาที่เกิดขึ้นเฉพาะเวลาอยู่ใกล้ชานซอง หนุ่มหน้าคมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน

 

“ทำไมนายต้องหนีหน้าฉันด้วยจุนโฮ นายทำฉันคลั่งรู้ไหม…”มือหนายกขึ้นลูบสางเส้นผมดำขลับเบาๆ น้ำเสียงและสัมผัสอันอ่อนโยนยิ่งทำให้จุนโฮแทบหมดเรี่ยวแรง ชานซองลากมือไปตามผิวแก้มนิ่ม ปลายนิ้วโป้งแตะสัมผัสริมฝีปากที่สั่นระริก ลูบไล้มันแผ่วเบาก่อนจะเลื่อนออกมาเชยคางมนให้อีกคนเงยหน้าขึ้นมองกันถนัดๆ

 

“ฉันขอโทษ…ฉัน…”ราวกับต้องมนต์สะกดจากดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น ดวงตาที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ดวงตาที่รู้สึกผูกพันธ์มานานแสนนาน ดวงตาคู่นั้นที่มอบสายตาอบอุ่นทุกครั้งในยามฝัน ดวงตาที่มีอยู่จริงในโลกแห่งความเป็นจริง

ร่างเล็กหลับตาแน่นก่อนจะถอยออกจากอุ้งมืออันอบอุ่น เขากระชับกระเป๋าถือขึ้นมากอดแนบอก ดวงตาเรียวเล็กสีน้ำตาลเข้มนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกกลัวและกังวล

 

“ฉันต้องกลับแล้ว…ไว้เจอกันพรุ่งนี้”ไม่ทันให้อีกคนได้ตั้งตัวสองขาเรียวก็วิ่งออกนอกห้องไปเสียแล้ว ชานซองขบกรามด้วยความรู้สึกขัดใจ เขาเสยผมอย่างหัวเสียที่อีกฝ่ายเอาแต่วิ่งหนีเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เขารู้สึกสงสัยเหลือเกินว่าอีกคนกำลังปิดบังอะไรเขาอยู่

 

“โถ่เว้ย!”เสียงสบถขู่ในลำคอดังขึ้น ชานซองได้แต่ปล่อยให้อีกคนวิ่งหนีไปอีกครั้งและอีกครั้งอย่างทุกครั้ง เขาไม่เคยเข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมถึงปล่อยอีกคนไปอย่างง่ายดาย มีหลายอย่างที่แปลกไปเกี่ยวกับตัวเขาเมื่อเขาพบเจอจุนโฮ เขาปล่อยอีกคนให้ปั่นหัวเขาเล่นจนแทบคลั่งทั้งๆที่ปกติเขาจะไม่เป็นแบบนี้ เขาจะไม่ยอมให้มันยืดเยื้อ แต่พอเห็นดวงตาเศร้าสร้อยปนสับสนของอีกคน แค่จะเอื้อมแขนรั้งให้มาแนบกายก็ยังไม่กล้า

 

เขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรวู่วามบุ่มบ่าม เขาไม่ใช่คนที่จะคิดเรื่องนั้นกับคนที่คิดจะจริงจังด้วยง่ายๆ แต่ไม่อยากยอมรับเลยว่าอยากสัมผัสอีกคนเหลือเกิน เมื่ออยู่ต่อหน้าจุนโฮเขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่ตัวเขาอย่างไรอย่างนั้น อยากจะดึงอีกคนมากอดอย่างอ่อนโยน อยากจะซุกไซร้กลุ่มผมนุ่ม สูดกลิ่นหวานเย้ายวนใจ ค่อยๆสัมผัสอีกคนอย่างทะนุถนอมด้วยค