[Fic-Chanho] C.N.N {.Chapter 8.}

posted on 08 Jul 2012 01:30 by yogurttakeabreakt






Chapter 8



C.N.N = ChanNuneo Non-stop {Fighting ;p}
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

“ผมจะเลิกถ่าย We Got Married” เสียงของจุนโฮดังขึ้นราวกับเหลืออด ประโยคที่ทำให้ผมต้องชะงักทันทีที่ได้ยิน ผมที่ไปกดน้ำดื่มและเดินกลับมานั่งหน้าห้องเพื่อรอให้พี่จุนซูมาเรียกให้เข้าห้องได้แต่กลับมาเจอของดีขนาดนี้ การถ่ายรายการกับผมมันทำให้เขาอึดอัดใจขนาดนั้นเชียว? ไอ้ท่าทีสนุกสนานแบบนั้นนี่คือเสแสร้งแกล้งทำกันหรือไง? แสดงละครเก่งเหลือเกินนะอีจุนโฮ ว่าแล้วผมก็เปิดประตูห้องซ้อมพร้อมเอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง 

 

“ทำไม?”ผมขมวดคิ้วมองจุนโฮกับพี่จุนซูที่ทำหน้าตกใจสุดๆเมื่อผมเดินเข้ามา “ชานซอง!”เจ้าคนตาตี่ร้องเสียงหลง คงไม่คิดว่าผมจะมาได้ยินสินะ ผมเห็นดวงตาเรียวคู่นั้นแดงก่ำแต่ความอยากรู้ของผมทำให้ผมละเลยมันไปอย่างง่ายดาย

“ทำไม? อยากเลิกถ่ายมากนักเหรอไง? ถ้างั้นทำไมไม่ไปบอกพี่จินยองเลยล่ะว่าทนมองหน้าฉันไม่ได้”ผมขึ้นเสียงขึงขังบันดาลโทสะจนพี่จุนซูผุดลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

 

“ชานซองใจเย็นๆก่อนได้ไหม”เสียงนุ่มเอ่ยให้ผมใจเย็น ผมได้แต่ถอนหายใจพรืดใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์ ทั้งๆที่ผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องโมโหขนาดนี้ แต่ผมกลับสงบสติอารมณ์ได้ยากเหลือเกิน ยิ่งเห็นสีหน้าที่ไม่เย่อหยิ่งกวนประสาทผมจากจุนโฮแล้วยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก

“พี่ว่าเราน่าจะออกไปก่อนนะ”พี่จุนซูเอ่ยอีกครั้งและดึงแขนผม แต่ยิ่งผมมองสบตาโต้ตอบกับจุนโฮแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ผมเมินพี่จุนซูง่ายขึ้น

 

“ฉันจะเลิก ฉันจะบอกพี่จินยอง ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว”จุนโฮเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้เนี่ย จุนโฮที่ผมรู้จักไม่เคยเป็นแบบนี้

“นายเป็นอะไร ฉันอยากได้เหตุผล ทุกอย่างกำลังไปได้สวยแล้วจู่ๆทำไมจะเลิก”ร่างเล็กลุกขึ้นยืนตรงหน้าผมด้วยน้ำตาที่คลอหน่วงในหน่วยตาเล็กนั้น เขาขบริมฝีปากเล็กน้อย

 

“ฉันเหนื่อยแล้วไงชานซอง ฉันเหนื่อยแล้วที่ต้องแสดงละคร ฉันเหนื่อยที่จะต้องทำทุกอย่างปลอมๆ ฉันเบื่อการหลอกหลวง ฉันไม่อยากหลอกตัวเองอีกแล้ว”

 

“ได้โปรด...

 

เขาเอ่ยเสียงเบาหวิวพร้อมกับน้ำตาที่ทะลักออกจากดวงตาคู่นั้น ไม่รู้ทำไม...ผมถึงรู้สึกชาไปทั้งร่างเมื่อจุนโฮร้องไห้อย่างไม่อดกลั้นใดๆทั้งสิ้น ใบหน้าเรียวนั้นขึ้นสีแดงก่ำ ไหล่บางห่อสั่นสะท้านจนดูน่าสงสาร ไม่รู้ทำไมสองแขนผมก็ดึงอีกคนเข้ามากอดแน่น ทำไมเขาถึงต้องร้องไห้หนักขนาดนี้ การที่ทำงานร่วมกับผม การที่ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันกับผม รอยยิ้มที่มีให้กันในทุกๆอาทิตย์นั้นมันทำให้เขาต้องฝืนถึงขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมผมถึงเป็นคนแบบนี้ ทำไมถึงนิสัยไม่ดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เคยเอะใจเลยสักนิด...

 

“จุนโฮ...อย่าร้องเลยนะ ฉันขอโทษ...”ผมเอ่ยปลอบเขาอย่างตกใจและทำอะไรไม่ถูก มือลูบไปตามแผ่นหลังที่สั่นไหวนั่น พี่ๆคนอื่นที่น่าจะคอยอยู่ข้างนอกก็รีบพรวดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกและรีบเข้ามารุมกอดจุนโฮกันใหญ่ แต่นั่นกลับทำให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดผมสะอื้นหนักกว่าเก่า

“ฮึก พี่คุณ...ผม ผม...”คนตัวเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้นหาพี่ชายใจดี ราวกับทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้ว ร่างบอบบางนั่นก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของพี่คุณเสียแล้ว

 

“ไม่เป็นไรนะจุนโฮ...มันจะไม่เป็นไร” 

 

ผมได้แต่มองแผ่นหลังอันสั่นไหวนั่นด้วยความรู้สึกอึดอัดใจไม่แพ้กัน...

 

สุดท้ายแล้วพี่นัมยองก็ต้องปล่อยให้จุนโฮกลับบ้าน การซ้อมวันนี้ก็เป็นอันยกเลิกไป ทุกคนต่างตกใจที่เห็นจักรพรรดิจุนโฮมีสภาพอารมณ์รุนแรงเช่นนี้ ระหว่างทางกลับบ้านนั้นจุนโฮได้แต่นั่งเงียบๆอยู่ข้างพี่คุณและพี่จุนซูที่เบาะหลัง ดวงตาคู่นั้นช่างดูเลื่อนลอยอย่างน่าเป็นห่วง ผมคาดว่าไม่นานพี่นัมยองคงจะต้องบอกให้พี่จินยองรู้ พวกเขารู้ทุกเรื่องเสมอเพราะพวกเขาเอาใจใส่พวกเราเป็นอย่างดีจริงๆ ผมมันก็เป็นคนที่ได้แต่เป็นห่วงอยู่ห่างๆสินะ ผมหันกลับมามองทางข้างหน้าและค่อยๆหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

 

หลังจากที่พวกเรามาถึงหอพักและต่างแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัว มันก็คงจะถึงเวลาที่พวกเราจะต้องกินข้าวด้วยกัน และแน่นอนนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในวงจะได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ผมลอบเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหวั่นกลัวจากจุนโฮ แน่นอนเพราะว่าเขานั่งกินข้าวตรงข้ามกับผม ผมจึงลอบสังเกตได้อย่างง่ายดาย

 

“จุนโฮ นายโอเคนะ นายจะเล่าให้พวกพี่ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่พี่จินยองจะถามจากพวกเรา เราก็อยากรู้เหตุผลจริงๆจากนายนะ”พี่คุณที่นั่งข้างจุนโฮเอ่ยอย่างใจดี เจ้าของดวงตาแดงก่ำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองพี่จุนซู หากแต่คนที่อายุมากที่สุดในวงกลับส่งยิ้มและพยักหน้าเบาๆ

“คือ...ความจริงแล้วผมก็รู้สึกดีนะที่ได้เล่น  WGM แต่มารู้ความจริงแล้วว่าการจะแกล้งทำเป็นการแต่งงานนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งคนที่ผมต้องเล่นด้วยคือชานซอง...”ร่างเล็กเอ่ยแผ่ว

 

“การที่จะจินตนาการว่าความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนสนิทมันได้เปลี่ยนไปแล้ว...มันยากเหลือเกิน”

 

“ผมทำมันต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ มันเหนื่อย เหนื่อยที่จะต้องเซอร์วิส เหนื่อยที่จะต้องฝืนยิ้มทั้งๆที่มันไม่ใช่...ผม...ผมเหนื่อยแล้วพี่คุณ ผมเหนื่อย”พี่ๆทุกคนต่างนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกครั้งเมื่อเห็นน้ำตาที่คลอระยับที่ดวงตาคู่สวยนั้น มันใช่แค่ความเหนื่อยที่จะต้องแสดงละครจริงๆหรือ พวกเราแสดงละครมาตลอดการเป็นนักร้อง แม้ว่าจะอยู่ในสภาพจิตใจแบบไหน ต่อหน้ากล้องก็ต้องเป็นตัวเองให้มากที่สุด ตัวเองที่เคยเป็นไม่ใช่ตัวเองในเวลาเศร้า มันมีแค่นี้จริงๆหรืออีจุนโฮ?

 

“มีอะไรมากกว่านั้นอีกไหมจุนโฮ ฉันว่ามันมีมากกว่านั้นนะ...ไม่งั้นคนอย่างนายไม่น่าเหนื่อยใจกับเรื่องแค่นี้เลย”อูยองพูดขึ้น แม้มือจะลูบหัวปลอบคนที่อายุน้อยกว่า แต่ดวงตาเรียวนั่นก็ยังเค้นหาความจริงไม่คลาย จุนโฮสบตากับอูยอง

“มันคงจะจริงอย่างที่นายว่า แต่ความจริงส่วนนั้นฉันคงพูดไม่ได้จริงๆ...”จุนโฮกระตุกยิ้มฝืน “เราสัญญากันแล้วนี่ว่าจะไม่มีความลับต่อกัน”อูยองท้วง

 

“ถ้าความลับนั้นมันจะทำให้ทุกอย่างมืดมนกว่าเดิม ฉันขอเลือกที่จะไม่พูดดีกว่า ขอตัวก่อนนะครับ”จุนโฮยิ้ม แวบหนึ่งที่เขาสบตาผมและผมรู้สึกว่ามันช่างสร้อยเศร้าเหลือเกิน พี่ๆทุกคนได้แต่ปล่อยให้เขามีเวลาส่วนตัว ผมเองก็เช่นกัน แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่บางอย่างเราก็ไม่สามารถจะแก้ไขให้ได้ถ้าหากเจ้าตัวไม่ต้องการความช่วยเหลือ ผมไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แต่เท่าที่รู้ตอนนี้

 

ยังไงผมก็จะไม่มีวันเลิกถ่าย WGM เด็ดขาด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ผมทิ้งตัวลงบนเตียงนอนพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง มันยิ่งกว่าความเจ็บปวดที่เราแอบรักใครสักคนจนแทบทนไม่ไหว หากแต่มันเป็นความเจ็บปวดที่เราไม่สามารถพูดความจริงได้ แม้กระทั่งกับตัวเอง ผมไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างเต็มปากกับตัวเองว่าผมรักชานซอง รักมานานแสนนานโดยไม่รู้ตัว รักที่ถูกกดด้วยความเป็นเพื่อนสนิทและการหลอกหลวงว่าพวกเราไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษกว่าคนอื่น มันเจ็บที่ต้องโกหก เจ็บที่ต้องหลอกคนอื่น เจ็บที่สุดคือหลอกตัวเอง...

 

ชานซองไม่อยากเลิกถ่าย WGM ส่วนผมก็แทบทนความเจ็บปวดใจจนทนไม่ไหว แต่ก็คงไม่มีใครรู้นอกจากพี่จุนซู ผมควรจะทำอย่างไรดีนะ ชานซองมีแฟนอยู่แล้ว พวกเขาดูรักกันมาก ผมล่ะ...จะให้ผมกล้าไปบอกเขาได้อย่างไรถึงความรู้สึก และสิ่งที่มันเป็นไปมาตลอด ผมกำลังคิดว่า ถ้าทิ้งมันไว้เช่นนี้ สุดท้ายแล้วมันก็จะค่อยๆหายไป เช่นเดียวกับความรู้สึกเจ็บที่ชินไปเอง...

 

นิ้วมือของผมไล้ไปตามแหวนขึ้นสนิมเขรอะ ผมถอดมันได้สักพักแล้วแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมันขึ้นมาลูบไล้ราวกับคนเพ้อพก เป็นแหวนถูกๆไม่มีราคา แต่กลับมีค่าในใจผมเหลือเกิน ผมลุกขึ้นและเก็บแหวนลงกล่องเก็บของมัน ดวงตาของผมปวดและบวมจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ผมคิดว่าควรจะไปดื่มน้ำสักนิดก่อนจะกลับมาพักผ่อนอย่างจริงจัง

 

“ยังไม่นอนหรือ”ชานซองที่อยู่ในห้องครัวเงียบๆเอ่ยขึ้นเมื่อผมเดินเข้ามา มันเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอีดอีกครั้ง “จะมากินน้ำน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”ผมฝืนยิ้ม

“เมื่อตอนนั้นขอโทษนะที่พูดจาไม่ดีใส่ ขอโทษจริงๆ ฉันแค่รู้สึกสับสน...”ร่างสูงเอ่ยเสียงเบา ผมยิ้มตอบก่อนจะส่ายหัวเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอก...”

 

“นายเป็นอะไร...บอกฉันได้ไหม”ชานซองดึงแขนผมให้หันมาสบตากับเขา สีหน้าสับสนแบบนั้นบ่งบอกได้ว่าเขาครุ่นคิดกับมันมากพอตัว ผมหลบตา ไม่กล้าแม้จะสบตาเขา กลัวว่าจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างไป

“นายควรจะพูดมันออกมานะ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่นายจะระบายและเข้าใจนาย”เขาพยายามโน้มน้าวให้ผมบอกความลับนั้นกับเขา ผมเงยหน้าขึ้นมองร่างสูง

 

“ฉันรู้...แต่ฉันกลัวจริงๆ กลัวว่าสุดท้ายแล้วมันจะจบไม่สวย”ชานซองทำหน้าสงสัยอีกครั้ง แต่ผมรู้ว่าถ้าเขาอยากรู้เขาก็คงไม่ปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ

“เราจะหาทางแก้มันไปด้วยกัน ไม่ต้องกลัวนะ อีจุนโฮไม่เคยกลัวอะไรไม่ใช่หรือไง?”หนุ่มหน้าคมส่งยิ้มให้กำลังใจผมพลางขยี้หัวผมไปมา ผมถอนหายใจ ชานซองเองเมื่อเห็นว่าผมมีท่าทีลำบากใจก็เลยไม่พูดอะไรต่อและเบี่ยงตัวจะเดินออกจากห้องครัว

 

 

 

“ฉัน...ฉันรักนาย ฮวางชานซอง...” 

 


“ไม่ใช่รักแบบเพื่อน ไม่ใช่รักแบบพี่น้อง...ฉันขอโทษ...” 

 

 

 

ชานซองชะงัก ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง ผมเม้มปากแน่นเมื่อคลื่นแห่งการปฏิเสธนั่นแผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกได้ ชานซองหันมามองผมด้วยสีหน้าสับสนเหลือเกิน ชั่วอึดลมหายใจเดียวมันกลับทำให้ผมทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ เขาทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เหมือนจะพูดไม่ออก เขาเองก็คงช็อคไปไม่น้อยสินะ

 

“ฉัน...”เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ท่าทีสับสนแบบนั้นผมคุ้นเคยดี เขากำลังช็อคและสับสนมากทีเดียว

“ไม่เป็นไรชานซอง ฉันเข้าใจ ฉันขอโทษ...กลับไปนอนกันเถอะนะ อย่าเพิ่งคิดอะไรถึงเรื่องนี้เลย...ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไปด้วยดี...”ผมยิ้มปลอบเขา แม้จะรู้สึกถึงริมฝีปากที่เริ่มสั่นระริกของตนเอง รู้สึกมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่อก ดวงตาก็เริ่มร้อนผะผ่าว ผมยิ้มอีกครั้งให้กับชานซองและก็คงจะเป็นการยิ้มปลอบตัวเองด้วยเช่นกัน

 

 

ทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้ก็ยังเป็นวันที่ต้องซ้อมเพื่อการแสดงคอนเสิร์ตที่ใกล้เข้ามาทุกที ผมตื่นเช้ากว่าปกติจึงรีบไปอาบน้ำและไล่ปลุกสมาชิก พี่คุณแปลกใจที่ผมเป็นคนตื่นก่อนใครเพื่อน แต่อย่างว่า ถามว่าผมนอนหลับสนิทไหมก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก ผมลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าสุขภาพสุดๆให้สมาชิกเล็กๆน้อยๆ ตอนนี้แม้พวกเราจะไม่ต้องไดเอทแต่ก็คงไม่ควรเท่าไหร่ที่จะกินอะไรเพื่อเสริมไขมันให้ตัวเอง ผมทำไข่ออมเลตง่ายๆ 6 ชิ้นกับผัดผักใส่เนื้ออกไก่ที่เหลือจากเมื่อวาน ซุปสาหร่ายธรรมดา แค่นี้ก็ถือว่าหรูแล้วสำหรับพวกเรา ถ้าตอนไดเอทน่ะเหรอ ก็กินแค่แตงกวานั่นแหละ...

 

“วันนี้จุนโฮตื่นคนแรก ฟ้าผ่าเลยนะ ย้าฮู้ ออมเลต!”อูยองเดินมาพร้อมน้ำเสียงร่าเริง เขาเดินเข้ามากอดบ่าผมและมองมื้อเช้าที่ผมเป็นคนทำ

“ก็คิดอะไรมากไป เลยนอนหลับๆตื่นๆก็ตื่นเลยดีกว่า”ผมหัวเราะแห้งๆและเดินไปเทน้ำดื่มใส่แก้ว อูยองยิ้มบางๆให้ผมและเดินไปตักซุปของตัวเองและนั่งที่โต๊ะรอสมาชิกคนอื่นๆ

 

“หน้านายดูซีดเซียวมากเลยนะจุนโฮ ยังไงก็กินเยอะๆนะวันนี้”เจ้าอูด้งพูดกับผมด้วยความเป็นห่วง เขาดึงให้ผมมานั่งเก้าอี้ข้างๆเขา ไม่นานพี่คุณกับพี่จุนซูก็ตามออกมาด้วยชุดลำลองเตรียมซ้อมเต็มที่ เหลือเพียงพี่แทคที่น่าจะยังไม่ยอมลุกกับชานซองที่อาจจะครึ่งหลับครึ่งตื่นในห้องน้ำ

“ไม่ต้องรอไอ้แทคมันหรอกกินกันเลยเถอะ”พี่จุนซูเอ่ยขำๆและนั่งลงเช่นเดียวกันกับพี่คุณ “จุนโฮทำไมหน้าซีดยังงั้น ไม่ได้นอนหรือไง? เครียดอีกแล้วนะเรา”พี่ใหญ่บ่นแต่ความจริงแล้วเขารู้ว่าผมเป็นอะไร รอยยิ้มบางๆนั่นปลอบโยนผมได้ดีทีเดียว

 

ผมยังพอพูดคุยได้บ้างแม้จะรู้ตัวดีว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ ซึ่งผมคิดว่าทุกคนก็รู้ดีกว่าผมกำลังฝืนยิ้มแค่ไหน ผมรู้ว่าชานซองเองก็คงยากที่จะข่มตาหลับและผมเองก็เป็นเรื่องยากเช่นเดียวกันเมื่อแม้จะได้บอกความในใจแล้วแต่ว่าความกังวลนั้นก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ชานซองเดินมาด้วยสีหน้าคิดไม่ตกอย่างเห็นได้ชัด เขานั่งลงข้างพี่จุนซูหรืออีกด้านหนึ่งก็คือข้างผมเช่นเดียวกัน บรรยากาศอันน่าอึดอัดเข้าครอบคลุมเราทั้งสองอย่างง่ายดาย

 

“ไอ้นี่มาถึงก็กินไม่พูดไม่จา ไปตักซุปไป”พี่จุนซูเอ็ด ชานซองเงยหน้าขึ้นและดูล่องล่อย เขาลุกขึ้นและเดินไปตักซุปถ้วยใหญ่เบ้อเริ่มและกลับมานั่งที่เดิม บรรยากาศอึดอัดและการตอบสนองจากอีกฝ่ายนั้นทำให้ผมเริ่มกินข้าวไม่ลงแล้วเช่นเดียวกัน ผมรู้ว่ามันต้องใช้เวลาที่จะให้ชานซองปรับตัวรับสารที่น่าตกใจ แต่หนึ่งนาทีก็ยาวนานและทรมานจนแทบขาดใจ

 

“เงียบกันซะ เมื่อกี๊ยังคุยกันสนุก พี่จุนซูวันนี้กลางวันไปกินบะหมี่กันปะอยากกิน”อูยองเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พี่จุนซูหัวเราะเอิ้กอ้ากเพื่อทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูสนุกสนานมากขึ้น

“เอาเด้ๆๆๆๆ ฉันละอยากกินมาก จุนโฮไปกินป่าวบะหมี่ร้านนั้นที่แกบอกว่าซี่โครงมันอร่อยมากน่ะ”เขาทักผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหวังให้ผมลืมเรื่องรกสมองตอนนี้ไปบ้าง

 

“เอาสิ กำลังคิดอยากกินอยู่พอดี”ผมตอบด้วยน้ำเสียงสดชื่นที่สุดเท่าที่จะทำให้ สุดท้ายแล้วมันก็ดูฝืนอยู่ดี แต่ทุกคนก็ทำเหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น มื้อเช้าอันน่าอึดอัดก็ผ่านไปอย่างไม่ดีเท่าไหร่ ส่วนชานซองเองก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรกับผมเลยตั้งแต่เจอหน้ากัน ผมเข้าใจความรู้สึกเขาดี แต่ทำไมหัวใจมันก็ปวดหนึบไปหมดอย่างนี้นะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ทำไมผมถึงไม่เคยเอะใจเลยจริงๆนะ? ท่าทางที่ดูจะรังเกียจผมเสียมากมายมันไม่เคยแปลว่าเขาเกลียดผมตามที่เขาพูด ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเลิกสังเกตว่าเขายังเป็นคนเดิมตั้งแต่สมัยก่อนที่เราเคยใกล้ชิดกันดี รอยยิ้มแบบนั้น คำพูดที่ดูจะร้ายกาจแบบนั้นความจริงแล้วก็เหมือนเป็นเพียงความน้อยใจที่ต้องการให้ผมสนใจเหมือนเมื่อก่อนใช่ไหม? อีจุนโฮ...นายนี่มันร้ายกาจจริงๆเลย

 

ผมเต้นไปตามจังหวะเพลง การซ้อมที่หนักหน่วงแม้ผมจะให้ความใส่ใจกับมันดี แต่มันก็ไม่สามารถล้างสิ่งที่อยู่ในหัวสมองผมตอนนี้ได้เลย ผมรู้สึกได้ว่าสายตาผมมักจะเบนไปหาคนตัวขาวที่เต้นอย่างใจลอยเป็นพักๆบ่อยๆ น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกรังเกียจอะไรกับความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย ผมยอมรับว่าเมื่อก่อนก็ชอบจุนโฮแต่ไม่ได้เป็นความชอบฉันท์ชู้สาว มันเป็นความรู้สึกดีๆแบบเพื่อน แต่เพราะบางอย่างที่มันทำให้เราเริ่มรู้สึกจะเลยเถิด ผมจึงเริ่มตีออกห่างเขา ผมกลัว บางทีผมอาจจะเป็นคนผิดมาตั้งแต่ต้น

 

ผมกลัวว่าจะรักเขาขึ้นมาจริงๆ...

 

“วันนี้พอแค่นี้ ทุกคนทำได้ดี”พี่นัมยองเอ่ยขึ้นหลังจากที่หมดเวลาซ้อม ผมเหลือบตามองนาฬิกาบอกเวลาว่าใกล้ตีสามแล้ว พวกเราทำงานหนักอย่างนี้กันทุกๆวัน พี่นัมยองพูดคุยกับจุนโฮเล็กน้อยและลูบหัวคนตัวเล็กให้กำลังใจ เรียกให้ใบหน้าขาวนั้นมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ประปราย ถ้าได้คำชมล่ะก็ไม่มีอะไรที่น่าเศร้าเลยสินะสำหรับอีจุนโฮ

 

“กลับไปพักผ่อนเสียให้เต็มอิ่ม แล้วพรุ่งนี้บ่ายมาเจอกัน อ้อใช่สิชานซองกับจุนโฮต้องไปถ่ายรายการ WGM ใช่ไหมก็เจอกันมะรืนนี้”พี่นัมยองยิ้มให้ก่อนจะพาร่างสมส่วนออกจากห้องซ้อม ทิ้งให้พวกเราค่อยๆเก็บของเข้ากระเป๋าและพาตัวเองไปล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่น ทุกคนออกไปหมดแล้วเหลือเพียงผมกับจุนโฮ ผมเดินเข้าไปหาคนตัวเล็กที่เงียบสนิทและราวกับจะกลั้นหายใจเมื่อผมเดินเข้าใกล้

 

 

“พรุ่งนี้เราต้องถ่าย WGM...”

 


“ฉันรู้ ฉันจะทำมันด้วยดีอย่างที่เคยทำมา นายไม่ต้องกังวลนะ” 

 

 

 

ผมมองคนที่ฝืนฉีกยิ้มกว้างมาให้ผม ผมถอนหายใจและส่งขวดน้ำดื่มให้เขา เขาคงรู้สึกผิดหวังที่ตัวเองได้บอกความจริงออกมาแล้ว ผมเข้าใจ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมไม่คิดว่าผมจะตอบรับความรู้สึกเขาได้อย่างที่เขาหวัง เพราะท้ายที่สุดแล้วตอนนี้ผมก็มีคนที่ผมรักและการที่จะรักกันเองนั้นคงไม่ใช่ทางออกที่ดีเลยสำหรับการเป็นศิลปินนักร้อง สุดท้ายแล้วพวกเราก็จะต้องผิดหวังเมื่อทุกคนรู้ความจริงและถูกจับแยกออกจากกัน ประชาชนต่างโจมตีพวกเราราวกับฆาตกร เพราะความรักของพวกเรายิ่งกว่าสิ่งต้องห้าม

 

“นายต่างหากที่ไม่ต้องกังวล ฉันไม่คิดขุ่นเคืองใจอะไร ฉันไม่โกรธนายหรอกจุนโฮ เพราะฉะนั้น...”ผมส่งยิ้มจริงใจให้เขา ใช้นิ้วเช็ดเม็ดเหงื่อที่ไหลตามผิวแก้วขึ้นสีเรื่อ จุนโฮมองผมด้วยความประหลาดใจ เขาคงแปลกใจที่ผมไม่รังเกียจเขาเลย ผมไม่รู้เลยว่าผมจะต่อต้านความรู้สึกของเขาไปเพื่ออะไร เราเป็นเพื่อนกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกแบบไหน ความรักและสามัคคีของคนในครอบครัวย่อมมาก่อน เพราะฉะนั้นจุนโฮรักผม ดีกว่าเขาเกลียดผมจนมองหน้ากันไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เป็นจุนโฮอย่างที่นายอยากเป็นมาตลอดเถอะนะ...”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
TBC









ข่าวดี เราว่าตอนหน้าจบแล้วละค่ะ ตอนแรกคิดว่าจะ 10 ตอน แต่ปรากฏว่ามันเครียดไม่นาน
คือถามว่าทำไมให้ดราม่าไม่นานมากนัก ปรางเหมือนกับว่าตอนแต่งมันแบบ
ไม่ไหวแล้วอะ ถ้าโฮดราม่ามากกว่านี้ปรางต้องตายแน่ๆ เลยให้ชานเข้าใจง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะสมหวังในความรัก
แต่ขอบอกเลยว่าคิดตอนจบไว้แล้ว มันไม่เรียกว่าสมหวังขนาดนั้น แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นแฮปปี้ค่ะ
แต่ไม่ใช่แฮปปี้ในแง่ที่ทุกคนอาจจะหวังมาตลอดทั้งเรื่อง
แต่ปรางคิดว่าเป็นตอนจบที่ดีที่สุด และก็เป็นตอนจบที่แตกต่างกันออกไปบ้าง น่าจะดี ^^

ยังไงก็จะพยายามแต่งตอนสุดท้ายออกมาให้ดีนะคะ
ตอนนี้รู้ตัวว่าสั้นมาก ขอโทษจริงๆนะคะ ถ้ามีตรงไหนไม่สนุกหรือผิดพลาดไป
แต่ปรางก็พยายามเต็มที่แล้วค่ะ

เจอกันเรื่องต่อไปนะคะ เรื่องไหนดีน้าาาาา??? ^^

Comment

Comment:

Tweet

อั๊ียย่ะ  นูนอบอกรักชานแล้วอ่าาาา
แต่ชานยังคงมึนๆ งงๆ ตามสเต็ปของฮวางชานซอง  คิคิ
อิหมีไปเลิกกันคนนั้น  แล้วมาคบกับนูนอเดี๋ยวนี้เลยนะ
นูนอของฉันออกจะน่ารักขนาดนี้  ปล่อยให้ร้องไห้แบบนี้ได้ไง
เซ็งหมี

#12 By kw on 2013-09-18 15:09

สงสาร โฮจัง  ไม่อยากให้โฮจังเสียใจ เลย หมีแกไปเลิกกับแฟน กลับมาหาโฮจังเถอะนะ  มาไทยคราวนี้ นูนา สัญญา จะซื้อเค็กกล้วยหอมไปฝากเยอะ ๆๆ เลย ฮือ ๆๆๆ

#11 By blueangle on 2013-06-29 05:41

เรื่องนี้เค้าก็อ่านแล้วอ่านอีกกก
บ่องตง เค้าติดฟิคทุกเรื่องที่ไรท์ฯ แต่งอ่าาา
ทุกวันนี้หายใจเข้าออกมีแต่ฟิคชานนูนอ
คู่อื่นไม่ได้เกิดเรยยยย
ฟินมากกกกกก
ขอบคุณที่ไม่ลืมนะคะ
อ่านแล้วมีความสุขมากกกกก
(ในโลกจินตนาการนะคริคริ)
แต่ทุกวันนี้เค้าเรียลอ่าาา ชอบชอบบบ
เป็นเมนนูนอ แต่ชอบชานนูนอ
เหมาะสมกันจริงงง อร๊ายยยเริ่มจะบ้าาาา
ไรท์ฯ สู้ๆๆนะ เค้ายังเป็นกำลังใจให้เสมอน๊าาาา
อีกเรื่องงง เค้าติดเหมันเปลี่ยนสีม๊ากกกกกกกก
มากกก อยากเห็นภาพฉากต่อไปอ่า ชานนูนอมีอดีตในชาติก่อนยังงัย ทำมัยให้นูนออยู่ห่างๆหมี ทั้งๆที่ในอดีตรักกันชิมิ ใครโดนสาปหรือป่าววว อ๊ากกกกก  ขอความกรุณาด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ สู้ๆๆๆๆsurprised smile

#10 By love cnn (103.7.57.18|101.109.117.169) on 2013-06-24 20:40

อัลไล คือ "เป็นจุนโฮ อย่างที่นายอยากเป็นมาตลอดเถอะ" มันคืออะไร
[size= 14px]งงกะความคิดอิหมี ตกลงแกรักจุนโฮมั้ย?
เหมือนกลัวที่จะรักรึเปล่า
โอ๊ย อะไรไม่รู้ รู้แล้ว ปวดใจ
ฮือ โฮจะสมหวังมั้ย จะต้องยิ้มพร้อมรอยน้ำตาไปอีกนานแค่ไหน
ไฮ้คุณฮวาง แกทำฉันเครียด มาเครียล์เดี๋ยวนี้
ห้ามทำโฮจังของฉันร้องไห้นะ ไม่งั้นอิหมีแกอดกล้วยแน่
รอตอนจบน้า
 [/size]

#9 By To_oNg (103.7.57.18|88.203.2.207) on 2013-03-27 04:45

เจ็บปวดใจ TwT นี่เป็น หนึ่งในฟิคที่ชอบมว้าก
อิชานไปเลิกกับยัยผู้หญิงคนนั้น หันมาดามใจน้องโฮเถิดหนาาาาา T T
คงจะจบแบบ ไม่แฮปปี้ แต่คงไม่โศกนาฏกรรมใช่มั้ยคะ TwT โฮกกกกกกกกกกก สงสารน้องโฮ

#8 By nuthot on 2012-07-22 11:59

ดราาาาาม่าา T_T
พี่ปรางงง สางสารโฮมาก
อ่านไป น้ำตาหยดเผาะๆ
คือเข้าใจอารมณ์เลย
แบบถ้าพูดออกไป มันอาจจะยิ่งแย่ลง
เราก็ต้องเก็บเอาไว้ ฮือออ
แต่โฮบอกไปร้าววว ;3;
รู้สึกดีที่ชานไม่รังเกียจ
แต่ก็สงสารโฮอยู่ดี
ต้องฝืนน ฮือออ
มาอยู่กับหนูดีกว่ามา
ประโยคสุดท้าย.. TT

#7 By moodangggg (103.7.57.18|171.100.166.64) on 2012-07-11 22:47

สงสารโฮ ร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้น (ปกติก็แทบไม่เห็นลูกตาอยู่แล้ว)
 ชอบบรรยากาศที่พี่ๆ เข้ามาปลอบตัวเล็ก มันให้ความรู้สึกครอบครัวที่ไม่ว่ายังไงก็พร้อมจะเข้ามาซัพพอร์ตตลอด
ตอนนี้ไม่ดราม่ามาก ก็จะรอตอนต่อไปนะคะ จะจบแบบไหนน้าาาา

#6 By hojung (103.7.57.18|125.26.40.125) on 2012-07-08 23:48

เฮ้อ รักไม่ได้ ไม่ได้แปลว่า ไม่ได้รัก
ปวดใจค่ะปวดใจ อยากให้แฮปปี้นะคู่นี้
แต่ตอนจบแปลกใหม่ก็น่าสนใจไม่น้อย
งื้ออออ T^T
จุก.. ความรู้สึกของโฮคงอธิบายออกมาไม่ถูก
แต่ก้อบอกความจิงกับชานไปแล้ว...
ชานก้อไม่ได้รังเกียจ หรือจิงๆแล้วชานก้อมีความรู้สึกเหมือนกันอยู่ลึกๆ
ฮู้วว สู้ๆนะ ชานนูนอ ไรท์เตอร์สู้ๆ ขอบคุณสำหรับฟิค คิคิ

#4 By wtmg on 2012-07-08 13:26

รอมานาน ขอบคุณมากเลยค่าาา แล้วจะติดตามตอนต่อไป ว่าแต่ จบเร็วจังเลยค่ะ เสียดายย ชอบเรื่องนี้มากเพราะอยากให้มันเป็นเรื่องจริง ฮ่าๆๆ ยังไงก็จะรอตอนต่อไปค่ะ :)

#3 By bluecosmos on 2012-07-08 13:07

อ่านแล้วเสียใจ
กลัวว่าตอนจบมันจะทำร้ายนูนอ
ชาน....ไปเลิกกับแฟนแล้วมาคบนูนอเลยนะ

#2 By aye chalakul (103.7.57.18|182.53.34.239) on 2012-07-08 02:38

โอ้ยเจ็บปวดแงเกลียดประโยคสุดท้ายมันเจ็บแบบแปลกๆโฮรกกกกกกกลูกชายแม่ TT
“เป็นจุนโฮอย่างที่นายอยากเป็นมาตลอดเถอะนะ...”
กลัวตอนจบเพราะความคิดฮวางแว่บสุดท้ายกิ้ดดดดดดดดดดดดดด
ยังไงก็ครอบครัว อร่ากกกกก 
จะรอนะคะ ตอนจบ T3T

#1 By เปี้ยกสมร (103.7.57.18|27.55.2.179) on 2012-07-08 02:13