[Fic-Chanho] C.N.N {.Chapter 8.}

posted on 08 Jul 2012 01:30 by yogurttakeabreakt






Chapter 8



C.N.N = ChanNuneo Non-stop {Fighting ;p}
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

“ผมจะเลิกถ่าย We Got Married” เสียงของจุนโฮดังขึ้นราวกับเหลืออด ประโยคที่ทำให้ผมต้องชะงักทันทีที่ได้ยิน ผมที่ไปกดน้ำดื่มและเดินกลับมานั่งหน้าห้องเพื่อรอให้พี่จุนซูมาเรียกให้เข้าห้องได้แต่กลับมาเจอของดีขนาดนี้ การถ่ายรายการกับผมมันทำให้เขาอึดอัดใจขนาดนั้นเชียว? ไอ้ท่าทีสนุกสนานแบบนั้นนี่คือเสแสร้งแกล้งทำกันหรือไง? แสดงละครเก่งเหลือเกินนะอีจุนโฮ ว่าแล้วผมก็เปิดประตูห้องซ้อมพร้อมเอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง 

 

“ทำไม?”ผมขมวดคิ้วมองจุนโฮกับพี่จุนซูที่ทำหน้าตกใจสุดๆเมื่อผมเดินเข้ามา “ชานซอง!”เจ้าคนตาตี่ร้องเสียงหลง คงไม่คิดว่าผมจะมาได้ยินสินะ ผมเห็นดวงตาเรียวคู่นั้นแดงก่ำแต่ความอยากรู้ของผมทำให้ผมละเลยมันไปอย่างง่ายดาย

“ทำไม? อยากเลิกถ่ายมากนักเหรอไง? ถ้างั้นทำไมไม่ไปบอกพี่จินยองเลยล่ะว่าทนมองหน้าฉันไม่ได้”ผมขึ้นเสียงขึงขังบันดาลโทสะจนพี่จุนซูผุดลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

 

“ชานซองใจเย็นๆก่อนได้ไหม”เสียงนุ่มเอ่ยให้ผมใจเย็น ผมได้แต่ถอนหายใจพรืดใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์ ทั้งๆที่ผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องโมโหขนาดนี้ แต่ผมกลับสงบสติอารมณ์ได้ยากเหลือเกิน ยิ่งเห็นสีหน้าที่ไม่เย่อหยิ่งกวนประสาทผมจากจุนโฮแล้วยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก

“พี่ว่าเราน่าจะออกไปก่อนนะ”พี่จุนซูเอ่ยอีกครั้งและดึงแขนผม แต่ยิ่งผมมองสบตาโต้ตอบกับจุนโฮแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ผมเมินพี่จุนซูง่ายขึ้น

 

“ฉันจะเลิก ฉันจะบอกพี่จินยอง ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว”จุนโฮเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้เนี่ย จุนโฮที่ผมรู้จักไม่เคยเป็นแบบนี้

“นายเป็นอะไร ฉันอยากได้เหตุผล ทุกอย่างกำลังไปได้สวยแล้วจู่ๆทำไมจะเลิก”ร่างเล็กลุกขึ้นยืนตรงหน้าผมด้วยน้ำตาที่คลอหน่วงในหน่วยตาเล็กนั้น เขาขบริมฝีปากเล็กน้อย

 

“ฉันเหนื่อยแล้วไงชานซอง ฉันเหนื่อยแล้วที่ต้องแสดงละคร ฉันเหนื่อยที่จะต้องทำทุกอย่างปลอมๆ ฉันเบื่อการหลอกหลวง ฉันไม่อยากหลอกตัวเองอีกแล้ว”

 

“ได้โปรด...

 

เขาเอ่ยเสียงเบาหวิวพร้อมกับน้ำตาที่ทะลักออกจากดวงตาคู่นั้น ไม่รู้ทำไม...ผมถึงรู้สึกชาไปทั้งร่างเมื่อจุนโฮร้องไห้อย่างไม่อดกลั้นใดๆทั้งสิ้น ใบหน้าเรียวนั้นขึ้นสีแดงก่ำ ไหล่บางห่อสั่นสะท้านจนดูน่าสงสาร ไม่รู้ทำไมสองแขนผมก็ดึงอีกคนเข้ามากอดแน่น ทำไมเขาถึงต้องร้องไห้หนักขนาดนี้ การที่ทำงานร่วมกับผม การที่ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันกับผม รอยยิ้มที่มีให้กันในทุกๆอาทิตย์นั้นมันทำให้เขาต้องฝืนถึงขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมผมถึงเป็นคนแบบนี้ ทำไมถึงนิสัยไม่ดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เคยเอะใจเลยสักนิด...

 

“จุนโฮ...อย่าร้องเลยนะ ฉันขอโทษ...”ผมเอ่ยปลอบเขาอย่างตกใจและทำอะไรไม่ถูก มือลูบไปตามแผ่นหลังที่สั่นไหวนั่น พี่ๆคนอื่นที่น่าจะคอยอยู่ข้างนอกก็รีบพรวดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกและรีบเข้ามารุมกอดจุนโฮกันใหญ่ แต่นั่นกลับทำให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดผมสะอื้นหนักกว่าเก่า

“ฮึก พี่คุณ...ผม ผม...”คนตัวเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้นหาพี่ชายใจดี ราวกับทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้ว ร่างบอบบางนั่นก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของพี่คุณเสียแล้ว

 

“ไม่เป็นไรนะจุนโฮ...มันจะไม่เป็นไร” 

 

ผมได้แต่มองแผ่นหลังอันสั่นไหวนั่นด้วยความรู้สึกอึดอัดใจไม่แพ้กัน...

 

สุดท้ายแล้วพี่นัมยองก็ต้องปล่อยให้จุนโฮกลับบ้าน การซ้อมวันนี้ก็เป็นอันยกเลิกไป ทุกคนต่างตกใจที่เห็นจักรพรรดิจุนโฮมีสภาพอารมณ์รุนแรงเช่นนี้ ระหว่างทางกลับบ้านนั้นจุนโฮได้แต่นั่งเงียบๆอยู่ข้างพี่คุณและพี่จุนซูที่เบาะหลัง ดวงตาคู่นั้นช่างดูเลื่อนลอยอย่างน่าเป็นห่วง ผมคาดว่าไม่นานพี่นัมยองคงจะต้องบอกให้พี่จินยองรู้ พวกเขารู้ทุกเรื่องเสมอเพราะพวกเขาเอาใจใส่พวกเราเป็นอย่างดีจริงๆ ผมมันก็เป็นคนที่ได้แต่เป็นห่วงอยู่ห่างๆสินะ ผมหันกลับมามองทางข้างหน้าและค่อยๆหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

 

หลังจากที่พวกเรามาถึงหอพักและต่างแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัว มันก็คงจะถึงเวลาที่พวกเราจะต้องกินข้าวด้วยกัน และแน่นอนนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในวงจะได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ผมลอบเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหวั่นกลัวจากจุนโฮ แน่นอนเพราะว่าเขานั่งกินข้าวตรงข้ามกับผม ผมจึงลอบสังเกตได้อย่างง่ายดาย

 

“จุนโฮ นายโอเคนะ นายจะเล่าให้พวกพี่ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่พี่จินยองจะถามจากพวกเรา เราก็อยากรู้เหตุผลจริงๆจากนายนะ”พี่คุณที่นั่งข้างจุนโฮเอ่ยอย่างใจดี เจ้าของดวงตาแดงก่ำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองพี่จุนซู หากแต่คนที่อายุมากที่สุดในวงกลับส่งยิ้มและพยักหน้าเบาๆ

“คือ...ความจริงแล้วผมก็รู้สึกดีนะที่ได้เล่น  WGM แต่มารู้ความจริงแล้วว่าการจะแกล้งทำเป็นการแต่งงานนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งคนที่ผมต้องเล่นด้วยคือชานซอง...”ร่างเล็กเอ่ยแผ่ว

 

“การที่จะจินตนาการว่าความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนสนิทมันได้เปลี่ยนไปแล้ว...มันยากเหลือเกิน”

 

“ผมทำมันต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ มันเหนื่อย เหนื่อยที่จะต้องเซอร์วิส เหนื่อยที่จะต้องฝืนยิ้มทั้งๆที่มันไม่ใช่...ผม...ผมเหนื่อยแล้วพี่คุณ ผมเหนื่อย”พี่ๆทุกคนต่างนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกครั้งเมื่อเห็นน้ำตาที่คลอระยับที่ดวงตาคู่สวยนั้น มันใช่แค่ความเหนื่อยที่จะต้องแสดงละครจริงๆหรือ พวกเราแสดงละครมาตลอดการเป็นนักร้อง แม้ว่าจะอยู่ในสภาพจิตใจแบบไหน ต่อหน้ากล้องก็ต้องเป็นตัวเองให้มากที่สุด ตัวเองที่เคยเป็นไม่ใช่ตัวเองในเวลาเศร้า มันมีแค่นี้จริงๆหรืออีจุนโฮ?

 

“มีอะไรมากกว่านั้นอีกไหมจุนโฮ ฉันว่ามันมีมากกว่านั้นนะ...ไม่งั้นคนอย่างนายไม่น่าเหนื่อยใจกับเรื่องแค่นี้เลย”อูยองพูดขึ้น แม้มือจะลูบหัวปลอบคนที่อายุน้อยกว่า แต่ดวงตาเรียวนั่นก็ยังเค้นหาความจริงไม่คลาย จุนโฮสบตากับอูยอง

“มันคงจะจริงอย่างที่นายว่า แต่ความจริงส่วนนั้นฉันคงพูดไม่ได้จริงๆ...”จุนโฮกระตุกยิ้มฝืน “เราสัญญากันแล้วนี่ว่าจะไม่มีความลับต่อกัน”อูยองท้วง

 

“ถ้าความลับนั้นมันจะทำให้ทุกอย่างมืดมนกว่าเดิม ฉันขอเลือกที่จะไม่พูดดีกว่า ขอตัวก่อนนะครับ”จุนโฮยิ้ม แวบหนึ่งที่เขาสบตาผมและผมรู้สึกว่ามันช่างสร้อยเศร้าเหลือเกิน พี่ๆทุกคนได้แต่ปล่อยให้เขามีเวลาส่วนตัว ผมเองก็เช่นกัน แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่บางอย่างเราก็ไม่สามารถจะแก้ไขให้ได้ถ้าหากเจ้าตัวไม่ต้องการความช่วยเหลือ ผมไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แต่เท่าที่รู้ตอนนี้

 

ยังไงผมก็จะไม่มีวันเลิกถ่าย WGM เด็ดขาด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ผมทิ้งตัวลงบนเตียงนอนพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง มันยิ่งกว่าความเจ็บปวดที่เราแอบรักใครสักคนจนแทบทนไม่ไหว หากแต่มันเป็นความเจ็บปวดที่เราไม่สามารถพูดความจริงได้ แม้กระทั่งกับตัวเอง ผมไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างเต็มปากกับตัวเองว่าผมรักชานซอง รักมานานแสนนานโดยไม่รู้ตัว รักที่ถูกกดด้วยความเป็นเพื่อนสนิทและการหลอกหลวงว่าพวกเราไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษกว่าคนอื่น มันเจ็บที่ต้องโกหก เจ็บที่ต้องหลอกคนอื่น เจ็บที่สุดคือหลอกตัวเอง...

 

ชานซองไม่อยากเลิกถ่าย WGM ส่วนผมก็แทบทนความเจ็บปวดใจจนทนไม่ไหว แต่ก็คงไม่มีใครรู้นอกจากพี่จุนซู ผมควรจะทำอย่างไรดีนะ ชานซองมีแฟนอยู่แล้ว พวกเขาดูรักกันมาก ผมล่ะ...จะให้ผมกล้าไปบอกเขาได้อย่างไรถึงความรู้สึก และสิ่งที่มันเป็นไปมาตลอด ผมกำลังคิดว่า ถ้าทิ้งมันไว้เช่นนี้ สุดท้ายแล้วมันก็จะค่อยๆหายไป เช่นเดียวกับความรู้สึกเจ็บที่ชินไปเอง...

 

นิ้วมือของผมไล้ไปตามแหวนขึ้นสนิมเขรอะ ผมถอดมันได้สักพักแล้วแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมันขึ้นมาลูบไล้ราวกับคนเพ้อพก เป็นแหวนถูกๆไม่มีราคา แต่กลับมีค่าในใจผมเหลือเกิน ผมลุกขึ้นและเก็บแหวนลงกล่องเก็บของมัน ดวงตาของผมปวดและบวมจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ผมคิดว่าควรจะไปดื่มน้ำสักนิดก่อนจะกลับมาพักผ่อนอย่างจริงจัง

 

“ยังไม่นอนหรือ”ชานซองที่อยู่ในห้องครัวเงียบๆเอ่ยขึ้นเมื่อผมเดินเข้ามา มันเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอีดอีกครั้ง “จะมากินน้ำน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”ผมฝืนยิ้ม

“เมื่อตอนนั้นขอโทษนะที่พูดจาไม่ดีใส่ ขอโทษจริงๆ ฉันแค่รู้สึกสับสน...”ร่างสูงเอ่ยเสียงเบา ผมยิ้มตอบก่อนจะส่ายหัวเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอก...”

 

“นายเป็นอะไร...บอกฉันได้ไหม”ชานซองดึงแขนผมให้หันมาสบตากับเขา สีหน้าสับสนแบบนั้นบ่งบอกได้ว่าเขาครุ่นคิดกับมันมากพอตัว ผมหลบตา ไม่กล้าแม้จะสบตาเขา กลัวว่าจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างไป

“นายควรจะพูดมันออกมานะ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่นายจะระบายและเข้าใจนาย”เขาพยายามโน้มน้าวให้ผมบอกความลับนั้นกับเขา ผมเงยหน้าขึ้นมองร่างสูง

 

“ฉันรู้...แต่ฉันกลัวจริงๆ กลัวว่าสุดท้ายแล้วมันจะจบไม่สวย”ชานซองทำหน้าสงสัยอีกครั้ง แต่ผมรู้ว่าถ้าเขาอยากรู้เขาก็คงไม่ปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ

“เราจะหาทางแก้มันไปด้วยกัน ไม่ต้องกลัวนะ อีจุนโฮไม่เคยกลัวอะไรไม่ใช่หรือไง?”หนุ่มหน้าคมส่งยิ้มให้กำลังใจผมพลางขยี้หัวผมไปมา ผมถอนหายใจ ชานซองเองเมื่อเห็นว่าผมมีท่าทีลำบากใจก็เลยไม่พูดอะไรต่อและเบี่ยงตัวจะเดินออกจากห้องครัว

 

 

 

“ฉัน...ฉันรักนาย ฮวางชานซอง...” 

 


“ไม่ใช่รักแบบเพื่อน ไม่ใช่รักแบบพี่น้อง...ฉันขอโทษ...” 

 

 

 

ชานซองชะงัก ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง ผมเม้มปากแน่นเมื่อคลื่นแห่งการปฏิเสธนั่นแผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกได้ ชานซองหันมามองผมด้วยสีหน้าสับสนเหลือเกิน ชั่วอึดลมหายใจเดียวมันกลับทำให้ผมทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ เขาทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เหมือนจะพูดไม่ออก เขาเองก็คงช็อคไปไม่น้อยสินะ

 

“ฉัน...”เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ท่าทีสับสนแบบนั้นผมคุ้นเคยดี เขากำลังช็อคและสับสนมากทีเดียว

“ไม่เป็นไรชานซอง ฉันเข้าใจ ฉันขอโทษ...กลับไปนอนกันเถอะนะ อย่าเพิ่งคิดอะไรถึงเรื่องนี้เลย...ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไปด้วยดี...”ผมยิ้มปลอบเขา แม้จะรู้สึกถึงริมฝีปากที่เริ่มสั่นระริกของตนเอง รู้สึกมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่อก ดวงตาก็เริ่มร้อนผะผ่าว ผมยิ้มอีกครั้งให้กับชานซองและก็คงจะเป็นการยิ้มปลอบตัวเองด้วยเช่นกัน

 

 

ทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้ก็ยังเป็นวันที่ต้องซ้อมเพื่อการแสดงคอนเสิร์ตที่ใกล้เข้ามาทุกที ผมตื่นเช้ากว่าปกติจึงรีบไปอาบน้ำและไล่ปลุกสมาชิก พี่คุณแปลกใจที่ผมเป็นคนตื่นก่อนใครเพื่อน แต่อย่างว่า ถามว่าผมนอนหลับสนิทไหมก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก ผมลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าสุขภาพสุดๆให้สมาชิกเล็กๆน้อยๆ ตอนนี้แม้พวกเราจะไม่ต้องไดเอทแต่ก็คงไม่ควรเท่าไหร่ที่จะกินอะไรเพื่อเสริมไขมันให้ตัวเอง ผมทำไข่ออมเลตง่ายๆ 6 ชิ้นกับผัดผักใส่เนื้ออ